
กรมอุทยานฯ เอาจริง ออกประกาศห้ามนำโฟมและพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เข้าไปในเขตอุทยานฯ ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 100,000 บาท เริ่มตั้งแต่ 6 เม.ย. 2565 เป็นต้นไป
หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มซาลง ประกอบกับมาตรการผ่อนคลายต่างๆ รวมทั้งยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับไป “ล็อกดาวน์” อีกครั้ง ทำให้ประชาชนเริ่มออกเดินทางกันเป็นปกติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เริ่มต้นสัญจรกันแล้ว แต่ดูเหมือนว่าแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติต้องกลับมารับศึกหนักอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกอบข้อ 6 ของระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2563 จึงออกประกาศว่า
“ห้ามนำภาชนะที่ทำด้วยโฟม และบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) ได้แก่ พลาสติกหูหิ้ว ความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องบรรจุอาหารพลาสติก แก้วพลาสติก (แบบบางใช้ครั้งเดียว) หลอดพลาสติก และช้อน-ส้อมพลาสติก เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท”
โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการสงวน อนุรักษ์ คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปะการัง ระบบนิเวศ และเป็นการควบคุมลดปริมาณขยะในอุทยานแห่งชาติ
แล้วถุงพลาสติกความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน หน้าตาเป็นอย่างไร?
ทางกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับถุงพลาสติกเมื่อปี 2019 ว่า ถุงพลาสติกที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอนจะถูกเลิกใช้ในไทยภายในปี 2565 โดยเป็นหนึ่งใน 7 พลาสติกที่อยู่ในข่ายเลิกใช้ 7 ชนิด ได้แก่ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Capseal), ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภทอ็อกโซ่ (oxo), ไมโครบีดจากพลาสติก (Microbead) ซึ่งเลิกใช้ไปตั้งแต่ปี 2562 แล้ว
ขณะที่ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน, กล่องโฟมบรรจุอาหาร, แก้วน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว, และหลอดพลาสติก จะเลิกใช้ปี 2565 หรือปีนี้นั่นเอง
ภาพประกอบ : อับดุลกะริม ปัตนกุล
ข้อมูล :