พูดคุยกับผู้ก่อตั้ง ‘Homeless House’ พื้นที่ซึ่งเป็นมากกว่าบาร์แอนด์กริลล์ แต่เป็นที่รวมตัวของ ดนตรี วัฒนธรรมอาหาร และผู้คนที่มีความรักและความชอบในสิ่งเดียวกัน

เรามาเจอกับ ‘ยีนส์-มหารัฐ โต๊ะขา’ ช่วงเย็นของวันเสาร์ในวันฟ้าครึ้ม การกลับมาเจอกับยีนส์ครั้งนี้เขยิบไปอีกหนึ่งสเต็ป จากภาพจำในอดีตสมัยเรียนมัธยมปลายนั้น ยีนส์คือเพื่อนผู้ชายบุคลิกน่ารัก เรียนเก่ง ขาโจ๋ ใบหน้าเจือรอยยิ้มและพูดจาโผงผาง ตัดภาพมาตรงหน้าเราตอนนี้ ยีนส์คือเจ้าของกิจการ ‘Homeless House’ อย่างเต็มตัว พร้อมควบบทบาทคุณพ่อที่มีลูกสาวอยู่ในวัยเริ่มเรียนรู้ ส่วนเรามาในฐานะของคนเบื้องหลังที่มองเห็นความสำเร็จและยินดีกับเพื่อนอยู่เสมอมา

ยีนส์ต้อนรับเราด้วยเบียร์ฉลากเหลืองหนึ่งขวดเล็กตามธรรมเนียม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้อีกฟากบริเวณหน้าร้าน เราชวนคุยละลายพฤติกรรมถามไถ่ย้อนความกันไปตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ ครอบครัว เพื่อนคนอื่นๆ กิจการร้าน ลามไปถึงเรื่องสัพเพเหระ แล้วฝนก็เริ่มหล่นปรอย

ไม่นานเท่าไรมิตรสหายของยีนส์เดินดุ่มด้วยทีท่ามั่นใจมาสมทบ เขาคือ ‘โชคชัย อินทโชติ’ หรือที่น้องๆ เรียกขานกันว่าพี่เป็กหรือน้าเป็ก พาร์ตเนอร์ของ ‘Villa Vanilla’ บาร์ที่ปักหลักด้วยคอนเซ็ปต์ชาวเกาะ ทอดตระหง่านอยู่ด้านหลังโฮมเลสร่วมเดือน เพิ่งเปิดซอฟต์โอเพ่นนิ่งไปเมื่อไม่นานนี้เอง พี่เป็กนั่งลงข้างยีนส์แบบไม่มีรีตอง จุดบุหรี่ หันหน้ามาคุยอย่างกันเอง 

“โฮมเลสคือยานแม่ จุดเริ่มต้นมาจากยีนส์และเอ็มที่เป็นสถาปนิก ส่วนของ Villa Vanilla ก็ต่อยอดมาจากโฮมเลสอีกที แล้วต่อยอดไปตรงนู้นตรงนี้กัน”

พี่เป็กแจง

พี่เป็กคือรุ่นพี่ที่สนิทสนมของ ‘เอ็ม-ประกาศ แพเพชรทอง’ สถาปนิกผู้ออกแบบ Homeless House, Homeless Bar และ Villa Vanilla เป็นพาร์ตเนอร์มือขวาของยีนส์ และเอ็มยังเป็นพาร์ตเนอร์อีกส่วนของ Villa Vanilla ด้วย พี่เป็กต่างจากยีนส์ตรงที่ไม่ชอบทำอาหาร แต่เขาถนัดด้านการหยิบนั่นผสมนี่ ช่วงแรกๆ พี่เป็กแวบมาช่วยงานที่โฮมเลสในพาร์ตของการจัดคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์บ่อยครั้ง จากนั้นมาพี่เป็กได้โอกาสต่อยอดกิจการบาร์เต็มรูปแบบซึ่งมีโฮมเลสเฮาส์เป็นแกนกลางช่วยซัพพอร์ตกันและกัน   

ฝนเทลงหนักเรื่อยๆ บทสนทนาเมื่อครู่ถูกค้างไว้ชั่วคราว พวกเรารีบย้ายตัวกันเข้าไปในร้าน ทันทีที่ประตูร้านเปิด เมโลดี้เพลงแนว Blues Rock Funky ลอยเข้าหู บรรยากาศวอร์มๆ เริ่มห่มคลุม อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่า Homeless House ต้อนรับเราแล้วอย่างเป็นทางการ 

‘Homeless House’ (Bar and Grill) คือร้านอาหารสไตล์อเมริกันคัลเจอร์ ที่มี ‘ยีนส์’ คอยรับหน้าที่เป็นเชฟและแมเนจร้านทั้งหมด การเดินทางของโฮมเลสเฮาส์เกิดจากเป้าหมายอันจริงจังตั้งแต่ยีนส์เรียนอยู่ช่วงมัธยมปลาย ว่าอยากมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง เพราะยีนส์รักการทำอาหาร ในขั้นแรกเขาจึงเริ่มปูพื้นฐานอาชีพเชฟจากการหยิบจับตำราอาหารมาอ่านสะสมเป็นคลังความรู้ สั่งสมประสบการณ์จากการฝึกฝนด้วยตัวเอง ไปศึกษาตามสถาบันสอนการทำอาหาร จนได้จังหวะว่าควรเปิดร้านเสียที Homeless House จึงเกิดขึ้นจากความรักและความชอบในอาหารล้วนๆ จนถึงตอนนี้กิจการต่อยอดมาแล้วถึงปีที่แปด   

“Homeless House เป็นมายังไง” เราถามยีนส์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามโต๊ะเดียวกันซึ่งเป็นโต๊ะตัวยาวเยื้องกับบาร์ค็อกเทล 

“ตอนแรกอยากกลับมาเปิดร้านเล็กๆ ที่หาดใหญ่แค่นั้นเลย อยากให้เป็นร้านอาหารฟีลอเมริกันคัลเจอร์ แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอเมริกันคัลเจอร์ขนาดนั้นหรอก แต่มันก็เป็นอะไรที่เราเสพ เราชอบในทางนี้ ทั้งมอเตอร์ไซค์ ดนตรี วัฒนธรรมอาหาร คน คนในที่นี้คือความตรงไปตรงมาที่ไม่ต้องประดิษฐ์ ไม่เสแสร้ง อย่างการเปิดร้านอาหารต้องวาดคอนเซ็ปต์ไว้ก่อนว่าอยากให้คนเข้าถึงง่าย เป็นร้านที่มีอาหารอร่อย ค็อกเทลดริงก์รสชาติโอเค ถ้าจะให้นิยามอาหารจะเป็นแนวเท็กซ์-เม็กซ์ (เท็กซัสผสมอเมริกัน) หรือแนวเซาเทิร์นอเมริกัน จะมีความ Spice ให้คนบ้านเราเข้าใจง่าย จะได้ไม่ต้องมาคอยอธิบายอาหารทีหลัง” ยีนส์เล่า

โฮมเลสเฮาส์จะแบ่งออกเป็นสามโซนหลัก ใครใคร่อยากไปนั่งโซนไหนได้ตามอัธยาศัย โดยโซนแรกคือร้านอาหารที่มีบาร์ค็อกเทลตั้งเด่นหราอยู่กลางร้าน โซนต่อมาจะเป็นโฮมเลสบาร์ที่ซ่อนตัวอยู่ข้างๆ ร้าน ถ้ามองจากด้านนอกจะคล้ายกับร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดูเรียบง่ายและอบอุ่น อีกโซนคือ Back Yard โซนนี้ให้ฟีลเหมือนเดินเข้าไปในป่า ด้วยการจัดวางของเก้าอี้และมีไม้ประดับห้อยลงมา ซึ่งโซนนี้จะมีห้อง ‘Smoked Kitchen’ แยกเอาไว้สำหรับรมควันเนื้อและจำพวกเมนูในร้านโดยเฉพาะ

“แล้วชื่อร้าน Homeless ล่ะ” 

“เริ่มจากขำๆ เลยนะ ตอนนั้นอยู่กับพรรคพวกและเอ็มที่บ้าน หันไปเห็นสภาพแต่ละคนอย่างกับโฮมเลส แล้วเอ็มก็ทักขึ้นมาว่าตั้งชื่อร้านอะไรดี เอ็มเลยพูดขึ้นมาว่า ถ้างั้นก็ Homeless ดิ ภาพในหัวเราที่แวบขึ้นมาตอนแรกมันดูเนกาทีฟเลย แต่ก็อยากให้ความเนกาทีฟนี้มันโคซี่ขึ้น รู้สึกวอร์ม รู้สึกโฮมมี่ ก็เลยเอาชื่อนี้เลยแล้วกัน แล้วมาเติมคำว่า บาร์แอนด์กริลล์ทีหลัง บาร์แอนด์กริลล์เราก็อธิบายได้ว่าร้านขายอะไร ก็มีทั้งบาร์และมีทั้งกริลล์” ยีนส์ย้ำ 

ขณะเดียวกันอาหารเป็นเรื่องของการดึงศาสตร์ด้านศิลปะเข้ามาผสมผสาน และด้วยตัวยีนส์เองที่หลงใหลการเสพดนตรี อาหาร ผู้คนอยู่แล้ว โฮมเลสเฮาส์เลยดึงคนเหล่านี้ที่เอกลักษณ์คล้ายกันมาเอ็นจอยกันได้ง่าย มีทั้งกลุ่มคนที่แฝงอยู่ในศาสตร์ทางด้านการทำเครื่องดื่ม การจัดอีเวนต์คอนเสิร์ต วงดนตรี คนจัดดอกไม้ ผู้คลุกคลีในแวดวงแฟชั่น ดีเจ และอีกมาก โฮมเลสเฮาส์คือแหล่งรวม ‘คน’ กลุ่มใหญ่ที่อยากพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราว หรือเป็นแหล่งพักพิงทางใจก็ย่อมได้

ยีนส์อธิบายว่า “ที่นี่คือ ‘Love All Serve All’ ใครจะมาก็ได้ รู้จักกันมาก่อนบ้าง มารู้จักกันที่นี่บ้าง อย่างเมื่อก่อนตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ อาจจะเคยเห็นกัน แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน พอร้านนี้เกิดก็เหมือนกับดึงคนมาเอ็นจอยกันไปเรื่อย เป็นกลุ่มก้อน ครอบครัว พี่น้อง พรรคพวก เพื่อนฝูง เป็นศาลาพักใจก็ยังได้นะ (หัวเราะ)” ส่วนพี่เป็กเสริมว่า “คนที่เข้ามาโฮมเลสจะมี ‘กลิ่น’ ของความเป็นพวกเราอยู่ เปรียบเป็นคณะหนึ่งของมหา’ลัยน่ะ มีทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง เป็นแหล่งรวมของคนมีของ ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เราแก้ไขกันเองได้ จะมีจุดเด่นของแต่ละคน อย่างยีนส์เก่งเรื่องอาหาร เอ็มเก่งเรื่องออกแบบ ผมเก่งเรื่องอีเวนต์ มันคือความเป็นโฮมเลส แล้วต่อยอดไปสู่ Homeless Bar หรือ Villa Vanilla แต่เราจูนในความเป็นโฮมเลสแบบนี้” 

แต่การทำธุรกิจหรือเปิดกิจการใช่ว่าจะลงตัวและเข้ารูปเข้ารอยเสมอไป ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ระบาดไปทั่ว ทุกคนเลยต้องแบกรับภาระหนักหน่วงนี้ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ยีนส์และพาร์ตเนอร์พยายามเสาะหาวิธีตั้งหลักให้พนักงาน ร้าน หรือแม้แต่ตัวเขาเองให้ธุรกิจเดินหน้าต่อในแบบที่ยังไหวและไม่เจ็บมาก อย่างพี่เป็กเล่าในมุมเขาว่า Villa Vanilla เริ่มเซตซีโร่ใหม่มาจากธุรกิจที่เคยลงทุนแล้วเจ๊งไม่เป็นท่าเพราะสถานการณ์โควิดเล่นงาน ที่เริ่มใหม่ได้เพราะรักที่จะทำธุรกิจ ไม่ชอบอยู่เฉย ทำต่อยอดไปเรื่อย แม้คาดเดาอะไรไม่ได้เลย แต่แค่ปรับตัวอยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน อีกข้อสำคัญที่พี่เป็กและยีนส์เห็นตรงกันว่าหัวใจของการทำธุรกิจจะต้องเชื่อใจกัน ไม่ก้าวก่ายการทำงานกัน และการ Respect ซึ่งกันและกัน 

ยีนส์ทิ้งท้ายว่า “จริงๆ ไม่ได้มองอนาคตหรือตั้งเป้าหมายอะไรกับร้าน แค่อยากให้มีคนนึกถึง บอกกันปากต่อปาก อยากทำสิ่งที่รักและทำให้ดีต่อไป ที่เหลือจากนี้ก็ให้ ‘ลูกค้า’ เป็นคน ‘Judge’ เอาเอง” 

การเดินทาง : ร้าน Homeless House ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ชื่อว่า ‘ซอยประชารมย์’ อยู่ใกล้สะพานที่เชื่อมไปยังฝั่งเดียวกับโรงเรียนแสงทองวิทยา สังเกตง่ายๆ ได้เลยว่ามีร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่ด้านหน้าปากซอย  

เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่ 11.30-00.00 น. 

เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม : Homeless House

โทรศัพท์ : 08-0533-9553 

Writer

Photographer

Related Posts

เปิดหมวก เปิดพื้นที่ เปิดโอกาส

ลูกจ้าง Amazon ก่อตั้งสหภาพแรงงานสำเร็จ

“ถุงผ้า” กับวัฒนธรรมอันยาวนานที่กลายมาเป็นสถานะแสดงความรักษ์โลก

“ถุงผ้า” กับวัฒนธรรมอันยาวนานที่กลายมาเป็นสถานะแสดงความรักษ์โลก

พนักงานสมัยก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต พวกเขาทำกิจกรรมอะไรในช่วงพักเบรก

คุยกับ “โจ้” พาร์ตเนอร์ร้าน ‘Lorem Ipsum’ ที่ค้นพบว่าการทำขนมคือชีวิตที่ตอบโจทย์

Billie Eilish: จากวัยรุ่น E-Girl สู่ไอคอนสาวแห่งยุค Gen-Z