เป็นพ่อที่พร้อม ในช่วงยุคสมัยที่การสร้างครอบครัว เริ่มเป็นที่พูดถึง เพราะว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างสร้างความยุ่งเหยิงวุ่นวายสำหรับคนที่คิดจะเริ่มมีลูก แต่หลายคนก็คาดหวังถึงการสร้าครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปขนดไหนก็ตาม เพราะการสร้างครอบครัวนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ครับ เพราะฉะนั้นในช่วงสัปดาห์วันแม่แบบนี้ ผมขอเอาเรื่องราวของการเป็นพ่อที่พร้อม พร้อมที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือคุณแม่ ฮา….. ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า 2ปีก่อนผมเพิ่งได้เจอประสบการณ์ครั้งแรกของชีวิต ขอย้ำว่า ครั้งแรกของชีวิตที่แสนจะประทับใจ นั่นก็คือ การได้มีลูก และเป็นลูกชายคนแรก ต้องบอกเลยว่า ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไป คุณกำลังจะมีสมาชิก ที่เป็นทั้งลูก ทั้งเพื่อน หรือแขกรับเชิญคนใหม่ เข้ามาในชีวิตของคุณ และจะอยู่ด้วยกันกับคุณไปอีกทั้งชีวิต ความรู้สึกแรกของการได้เป็นพ่อคนนั้นสุดแสนที่จะประทับใจมาก หัวใจของคุณจะจดจ่อกับลูกน้อยของคุณอยู่ตลอดเวลา ชนิดที่ว่าถ้าห่างกันซักนิด ก็อยากจะไลน์ไปหา วิดีโอคอลคุยตลอด แต่ว่าเมื่อคุณผ่านช่วงพีคสุดของความประทับใจเมื่อลูกคุณคลอดออกมาแล้ว เมื่อถึงเวลา ที่ลูกของคุณได้เวลาออกจากโรงพยาบาล กลับมาอยู่ที่บ้าน นี่แหละคือ ช่วงเวลาของสัจธรรมของชีวิตที่แท้จริง วันนี้ขอนำประสบการณ์ของการเป็นพ่อลูกอ่อนมาแชร์ให้ได้รับรู้กัน เผื่อจะได้เป็นแนวทางให้คุณพ่อมือใหม่อีกหลาย ๆ คน…

เตรียมร่างกายให้พร้อม… ต้องบอกเลยนะครับว่า โคตระสำคัญมากในการเป็นพ่อลูกอ่อน ธรรมชาติของเด็กเกิดใหม่ จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนอน หนึ่งวันจะใช้เวลานอนรวมแล้ว 18 ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมายถึงว่านอนทีเดียว 17 ชั่วโมงรวดนะครับ (เพลียกันพอดี) แต่จะเว้นช่วงการนอน เป็นครั้งละ 3-4 ชั่วโมง และตื่นขึ้นมา กิน ถ่าย ขยับร่างกาย แล้วก็นอนต่อ แต่ที่พีคสุดก็คือว่า เด็กทารก ไม่รู้เวลาของกลางวันกลางคืน ลูกของคุณอาจจะชอบตื่นขึ้นมากลางดึก และใช้ระยะเวลานี้ในการร้องไห้ งอแง ขอกินนม หรือ ขับถ่าย มีกิจกรรมให้พ่อแม่แก้เบื่อ เช่น ป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม และก็กล่อมนอน ดังนั้นก่อนหน้าที่คุณจะมีลูก คุณใช้เวลาค่อนคืนในการนอนหลับใหลน้ำลายย้อย ฝันหวาน ถึงไหนต่อไหน คุณลืมความสบายเหล่านี้ไปได้เลยครับ เพราะหลังจากนี้ คุณจะมีเวลาประมาณ 3ชั่วโมงในการนอน และ 1 ชั่วโมง ถึง 2 ชั่วโมง ตื่นมาเลี้ยงลูก สลับกันไปแบบนี้ทั้งคืน เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจะต้องแข็งแรงเป็นสำคัญ เพื่อการอดหลับอดนอนเพื่อลูกน้อยของคุณ

ทฤษฎี 3 ชั่วโมง เป็นไปไม่ได้ 100%… เชื่อว่าพ่อแม่มือใหม่หลายๆคน คงเคยศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ มีหลายคนแนะนำให้ลองทำตาม ใจความสำคัญของทฤษฎีนี้ก็คือว่า ทุกๆ3 ชั่วโมง คุณต้องตื่นขึ้นมาให้นมลูก และปั๊มนมเก็บไว้เป็นสต๊อก เหมือนว่าจะง่ายนะครับกับการตั้งเวลาชีวิตขึ้นมาใหม่ ให้ตื่นทุก3 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็คงจะไม่ยากอะไร แต่ความเป็นจริงจากประสบการณ์ของแอดมินแล้ว ต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แน่นอนครับว่า สถานการณ์ตรงหน้าสามารถปลุกให้ลูกคุณตื่นขึ้นมาก่อน 3 ชั่วโมง แน่นอน เด็กบางคนอาจจะเลี้ยงง่าย กินง่าย ถ่ายคล่อง นอนหลับสบาย แต่สำหรับเด็กบางคนที่มักจะมีปัญหาเรื่องการนอน หรือ มีปัญหาเรื่องของระบบย่อย ท้องอืด ท้องเฟื้อ เรอบูด ตดกันกระจาย ลูกคุณนอนไม่ถึง 3 ชั่วโมงแน่นอนครับ แต่ผมว่าก็อาจจะเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งนะครับ จากประสบการณ์แล้ว ถ้าลูกตื่นไวกว่าเดิม รอบนอนต่อไปก็จะมีความง่วงสะสม ทำให้นอนได้นานขึ้น เราก็จะมีเวลาพักมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้แนะนำว่า ลืมเรื่องของ 3 ชั่วโมงไป ลูกตื่นขึ้นมาตอนไหน เขาก็จะส่งเสียงเรียกด้วยความหิวเอง ไม่ต้องกังวลครับ ลูกนอนกลางวันเมื่อไหร่ เป็นไปได้คุณก็นอนพร้อมลูกด้วย… เรื่องนี้ก็สำคัญครับ ช่วงเวลาการนอนที่หายไปตอนกลางคืน สามารถทดแทนได้ในเวลากลางวัน ยามลูกหลับใหล เป็นไปได้ให้ทำกิจกรรมอื่นๆให้เสร็จก่อน จะซักผ้า ล้างขวดนม อะไรก็แล้วแต่ คุณก็จะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ร่างกายจะไม่พัง

คุณแม่จ๋า ทำไมเธอดูเปลี่ยนไป… คุณหมอหลายท่านมักจะเตือนเราบ่อยๆนะครับว่า ระวังอารมณ์ของคุณแม่หลังคลอดให้ดี เพราะว่าฮอร์โมนของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นคนซึมเศร้า ชอบร้องไห้คนเดียว บางทีถึงกับตัดสินใจอะไรผิดๆไปก็มีเยอะ เหมือนกับข่าวสารบ้านเราก็ยังเคยมีกรณีแม่ลูกอ่อนฆ่าตัวตาย เพราะน้อยใจสามี แม้กระทั่งเพื่อนผมบางคนก็เลิกกันในช่วงหลังคลอดแบบนี้ เพราะรับอารมณ์ซึ่งกันและกันไม่ได้ ฝรั่งเรียกอาการนี้ว่า Mama Blues หรือ Baby Blues เป็นอาการซึมเศร้าหลังคลอด ที่ขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากร่างกายปรับสภาพช่วงหลังคลอดลูก ซึ่งเมื่อร่างกายเริ่มกลับมาสมดุลอาการเครียดและซึมเศร้าต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ความจริงจะโทษฮอร์โมนอย่างเดียวก็ไม่ถูกนะครับ จากประสบการณ์ตรงต้องบอกเลยว่า บรรยากาศนั้นสำคัญมาก ชีวิตหลังคลอดคือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง เหมือนกับที่ได้พูดไว้ในข้อแรกๆ ร่างกายไม่ได้พักบ้าง นอนดึกตื่นเช้าบ้าง รวมไปถึงปัญหาของความวิตก หวาดระแวง เป็นห่วงเจ้าตัวน้อย ยังรวมไปถึงเสียงร้องของเด็กอ่อน ที่สุดแสนแสบหูยิ่งกว่าดนตรี Black Metal ทุกอย่างเป็นบรรยากาศที่ดูกดดันจริงๆ แต่ว่าเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้นะครับ แค่ต้องปล่อยวางกับหลายๆอย่าง เอาใจภรรยาหน่อย อย่าขัดใจมากนัก เพราะคุณพ่อทั้งหลายเราเข้าใจว่าเราเหนื่อยแล้ว แต่ว่าคุณแม่นี่เหนื่อยกว่าเราเป็น 2เท่านะครับ เปิดเพลงเบาๆ เปิดแอร์เย็นๆ พูดจากันด้วยมธุรสวาจา รับรองว่าช่วยได้เยอะเลยครับ

ผ้าอ้อม ขาดไม่ได้… เด็กอ่อนจะขับถ่ายบ่อย ทั้งฉี่ทั้งขี้ ครบเลย วันๆนึงคุณอาจจะใช้ผ้าอ้อมสำเร็จมากกว่า10ชิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเพื่อนร่วมงานถามคุณว่า อยากได้ของขวัญวันลูกคลอดเป็นอะไรดี แนะนำให้ตอบอย่างจริงใจว่า ของผ้าอ้อมสำเร็จรูป หรือไม่ก็ขอเป็นเงินสด จะดีที่สุดนะครับ ฮา…… และที่สำคัญที่สุด คุณพ่อมือใหม่ จะต้องศึกษาและฝึกฝนวิธีเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยให้เชี่ยวชาญ เพราะว่างานเปลี่ยนผ้าอ้อมจะเป็นงานที่เราจะช่วยลดงานอันล้นมือของคุณแม่ได้อย่างดี คิดซะว่ากำขี้ ก็เป็นขี้ของลูกเรา ไม่ต้องเขิน

เสื้อผ้าเด็กอ่อน อย่าซื้อเยอะ… เพราะว่าอะไร ทำไมไม่ให้ซื้อเยอะ …? จากประสบการณ์ตรงนะครับ เด็กอ่อนจะใส่ชุดวนไปไม่กี่ชุด เพราะว่าลูกน้อยของคุณจะนอน นอน นอน และก็ นอน เพราะฉะนั้นควรจะมีชุดนอน ซัก 2-3ชุด และชุดกลางวัน สบายๆ ผ้าบางๆ หรือ เสื้อกล้ามผ้ารู ระบายความร้อนดีๆ แค่นั้นพอ ที่สำคัญขยันซักผ้าหน่อยก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มแล้วครับ และถ้ามีเพื่อนจะซื้อเสื้อผ้าให้ลูกเรา ก็ตอบเขาแบบจริงใจอีกครั้งว่า ขอเป็นผ้าอ้อมสำเร็จรูป หรือไม่ก็เงินสด เหมือนเดิมครับ

จำไว้ว่า แม่กินอะไร ลูกก็จะได้กินแบบนั้น… ทุกสิ่งที่แม่เด็กกิน จะส่งผลต่อสารอาหารในน้ำนม ที่เป็นอาหารหลักของลูกเรานั่นแหละครับ ที่ต้องย้ำเพราะว่าผมมีประสบการณ์ที่แม่ของลูก กินน้ำขิงเข้าไป อันที่จริงน้ำขิงนี่ดีต่อการสร้างน้ำนมมาก แต่ปรากฏว่า น้ำขิงเนี่ยส่งมาถึงลูกโดยตรงเลย เจ้าตัวน้อยนอนระเบิดพลังตดทั้งวัน ตดจนนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่าให้แม่เด็กกินอะไรเป็นกลางๆ รสไม่จัดมาก ไม่ใช่ของหมักดอง แค่นี้ก็โอเคแล้วครับ

ความจริงแล้วยังมีอีกหลายเรื่องราว ที่เล่ายังไงก็ไม่หมดเกี่ยวกับการเป็นพ่อมือใหม่ จะถูกจะผิดอย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่กระผมได้เจอมานะครับ ฮา…. หรือถ้าใครมีเกร็ดในการเลี้ยงลูกน้อยดีๆ มาแชร์ให้เพื่อนๆได้ศึกษา ก็ยินดีรับฟังคำเสนอแนะนะครับ รักนะทุกๆท่าน…

Writer

Related Posts

ทำไมปากจู๋ = ลมเย็น ปากอ้า = ลมร้อน

ไม่มีเมนูเอสเพรสโซเย็นบนโลกใบนี้

ไม่(รู้)ว่ากระพริบตาหรือหลับ(ตา)

เขาบอกว่าให้ศึกษา อริยสัจ 4

เรื่องไม่ค่อยตลกของเต่าบกและเต่าน้ำ

สร้างบ้านด้วยคอมพิวเตอร์